Make your own free website on Tripod.com


จีนซุ่มพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช GM วางกฏหมกเม็ดกีดกันต่างชาติ

Tuesday, May 14, 2002
โดย MGR ONLINE
เอเชียน วอลล์สตรีท เจอร์นัล - ขณะที่ข้อกำหนดด้านสินค้าเกษตรจากเทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรม (GM) ของจีนถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ทว่า กลับแทบไม่มีใครสังเกตเห็นว่าพญามังกรได้ปิดกั้นการลงทุนในเทคโนโลยีชีวภาพอย่างเงียบๆ
ข้อกำหนดการนำเข้าผลิตภัณฑ์เกษตร GM ก่อให้เกิดความวิตกอย่างกว้างขวางว่า จีนใช้ความกังวลของนานาชาติเกี่ยวกับอาหาร GM มาเป็นอุบาย จำกัดพันธะที่มีต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ในการเปิดตลาดภาคการเกษตรรับการแข่งขันจากต่างชาติ
ข้อกำหนดการนำเข้าใหม่สร้างความขุ่นเคืองต่อกลุ่มล็อบบี้ภาคการเกษตรอเมริกัน ที่เป็นผู้ผลักดันทุกอย่างตั้งแต่คณะผู้แทนการค้าพิเศษไปจนถึง การที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชหยิบยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นหารือระหว่างพบกับ นายกฯจูหรงจีในปักกิ่งในเดือนกุมภาพันธ์
ข้อตกลงชั่วคราวที่ออกมาวันที่ 20 มีนาคมได้ยกเลิกการขู่ระงับการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มูลค่าร่วม 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ทว่า ทางออกที่น่า พอใจของข้อขัดเแย้งนี้ยังถูกห้อมล้อมด้วยข้อกำหนดที่คลุมเครือและขัดแย้งที่ออกโดยหน่วยงาน ด้านการแข่งขันของปักกิ่ง
ขณะเดียวกัน ข้อแนะนำด้านการลงทุนของต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่จีนออกมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน ก็ครอบคลุมถึงชุดข้อกำหนดห้ามบริษัท ต่างชาติเข้าลงทุนในธุรกิจพัฒนาเมล็ดพืช GM
การห้ามการลงทุนดังกล่าวอาจไม่สะกิดใจคนหมู่มาก อีกทั้งไม่กระทบโดยตรงต่อกิจการร่วมทุนในจีนของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพระดับอินเตอร์ ทั้งหลายแหล่ แต่สำหรับมอนซานโต้ บริษัทไบโอเทคยักษ์ใหญ่ ข้อกำหนดใหม่นี้เข้าข่ายละเมิดข้อบังคับของดับเบิลยูทีโอ
จอห์น คิลเมอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่มอนซานโต้ในจีน โจมตีว่าข้อกำหนดดังกล่าวจงใจ ปิดกั้นบริษัทต่างชาติไม่ให้เข้าถึงโครงการพัฒนาเทค โนโลยีชีวภาพใหญ่ที่สุดในโลกที่ได้รับการ อุดหนุนจากรัฐ
"เท้าข้างหนึ่งของพวกเขาอยู่ที่คันเร่ง ซึ่งหมาย ถึงการอุดหนุนการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ชีวภาพ แต่เท้าอีกข้างกลับอยู่ที่เบรกซึ่งก็คือ การวางข้อกำหนดต่างๆนั่นเอง"
แรงจูงใจในการลงทุนในอุตสาหกรรมไบโอเทคของจีนคือ การที่ปักกิ่งลงทุนไปมากแล้ว ขณะที่การอุดหนุนการพัฒนาไบโอเทคของรัฐบาลใน ชาติอุตสาหกรรมค่อยๆเหือดแห้งลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เนื่องจากกระแสความกังวลของ ผู้บริโภคต่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่จีนกลับเพิ่มงบด้านนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะพืชที่ชาติอุตสาหกรรมมองข้าม
บทความในวารสารไซน์ฉบับไม่นานมานี้ระบุว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแดนมังกรเพิ่มงบวิจัยไบโอเทคจากแค่ 8 ล้านดอลลาร์ในปี 1986 เป็น 48 ล้านดอลลาร์ในปี 1999 และจีนยังอุทิศเงิน 9.2% จากงบประมาณการวิจัยพันธุ์พืชแห่งชาติให้แก่การวิจัยไบโอเทค หรือเพิ่มจาก 1.2% ในปี 1986 และสูงกว่าระดับ 2-5% ในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว
เงินอุดหนุนเหล่านั้นส่งเสริมการผลิตพืช GM 141 ชนิด อาทิ ฝ้าย ข้าว ข้าวสาลี ถั่วเหลือง และยาสูบ ที่ได้รับอนุมัติให้ทดลองในภาคสนาม เผย แพร่ และจำหน่ายได้ และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ประกาศไว้ในการเพิ่มงบการวิจัยพืชไบโอเทค แห่งชาติ 400% ภายในปี 2005 จีนจะมีค่า ใช้จ่ายด้านการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาไบโอเทคถึง 1 ใน 3 ของทั่วโลก
ทว่า ความเต็มใจจะใช้จ่ายเพื่อพัฒนาภาคไบโอเทคของตนเองของจีน กลับขัดแย้งกับความเต็มใจในการเปิดรับการลงทุนของต่างชาติเข้าสู่ อุตสาหกรรรมนี้ ขณะที่การเสนอนโยบายยังไม่มีความชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญการเกษตรบางคนมองว่าคำสั่งห้ามดังกล่าวเป็นความพยายามปกป้อง บริษัทไบโอเทคท้องถิ่นจากคู่แข่งต่างชาติที่เหนือชั้นกว่าทั้งด้านเทคโนโลยีและการตลาดอย่างมอนซานโต้ และดูเหมือนว่าในระยะเวลาอันสั้นนี้ บริษัทไบโอเทคข้ามชาติอย่างมอนซานโต้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายของจีนได้ เนื่องจากยังชี้ชัดลงไปไม่ได้ว่าจีนกำลังละเมิดกฎด้านการ ลงทุนของดับเบิลยูทีโอ
นักการทูตตะวันตกผู้หนึ่งที่เกี่ยวข้องในการเจรจาการค้าด้านการเกษตรกล่าวว่า การกล่าวหาว่าข้อกำหนดห้ามการลงทุนของจีนเป็นมาตรการกีดกัน การค้า ออกจะเป็นการมองที่ตื้นเกินไปเกี่ยวกับความซับซ้อนของความคิดเห็นที่แตกแยกภายในฝ่ายต่างๆในหมู่ผู้นำจีนในเรื่องแนวทางที่ดีที่สุด ในการเพาะปลูกพืช GM
"ผมคิดว่า ที่จีนออกกฎนี้ขึ้นมาเพราะมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากรัฐบาลยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าไบโอเทคดีกับจีน หรือไม่ และผลกระทบสำคัญบนเส้นทาง GM อาจเกิดกับคู่ค้าอย่างญี่ปุ่น ในทางกลับกัน อาจมีบางคนคิดว่าถ้าจีนกลายเป็นผู้นำในการพัฒนาไบ โอเทคโดยที่ไม่มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง จะถือเป็นความภาคภูมิใจและความสำเร็จของชาติเลยทีเดียว"
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งทิ้งท้ายว่า จีนต้องแบกรับความเสี่ยงในการลุยเดี่ยวและล้มเหลวเพียงลำพัง ซึ่งมีต้นทุนสูงมาก เพราะถ้าจีนไม่มี เมล็ดพันธุ์ GM คุณภาพสูงของตัวเองที่จะแจกจ่าย เกษตรกรก็อาจถูกบีบให้หันไปหาเมล็ดพันธุ์นำเข้าผิดกฎหมาย