Make your own free website on Tripod.com
THAILAND BIODIVERSITY CENTER
มีหน้าที่ประสานงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติสากล และติดตามตรวจสอบให้คำแนะนำด้านวิชาการจัดทำกฏเกณฑ์ มาตรฐาน หรือแนวปฏิบัติเพื่อประเมินและจัดการเกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยทางชีวภาพ
จากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอนุรักษ์และ ใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2543

ข่าวความปลอดภัยทางชีวภาพ
จาก Crop Biotech Update, February 15, 2002
การอนุญาตครั้งใหม่และการเพิ่มพื้นที่ของลักษณะต่างๆ ทางเทคโนโลยีชีวภาพ: สิ่งพิสูจน์ในการยอมรับ ของสาธารณะ
การอนุญาตครั้งใหม่และการปลูกพืชของโลกในปี 2001 นอกจากนี้ยังรวมถึงการทดสอบในแปลงที่กำลังดำเนินการ ก่อนที่จะทำเป็นการด้าของเทคโนโลยีชีวภาพ แสดงให้เห็นว่า ผู้ปลูกและผู้กำกับดูแลของรัฐบาลได้เล็งเห็นประโยชน์ที่ได้จากเทคโนโลยีนี้ ซึ่งเป็นการกล่าวโดย Robert T. Fraley หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางเทคโนโลยีของมอนซานโต้
จำนวนพื้นที่ที่ปลูกด้วย ลักษณะต่างๆ ทางเทคโนโลยีชีวภาพ ที่พัฒนาโดยมอนซานโต้ เพิ่มขึ้นประมาณ 14% หรือเพิ่มเป็น 118 ล้านเอเคอร์ (48 ล้านเฮกแตร์) ในปี 2001 เฉพาะในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว พื้นที่ปลูกลักษณะที่เพิ่มขึ้นทางเทคโนโลยีชีวภาพของมอนซานโต้ได้ เพิ่ม ขึ้น 17% ในปี 2001 เป็นมากกว่า 84 ล้านเอเคอร์ (34 ล้านเฮกแตร์)
นอกจากการเพิ่มขึ้นในพื้นที่ปลูก การอนุญาตให้ปลูกเป็นการค้าครั้งใหม่ก็เพิ่มขึ้นอีก 10 ชนิด ในมากกว่า 8 ประเทศทั่วโลก ในปี 2001 หน่วย งานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (US Environmental Protection Agency-EPA) ก็ได้ให้การรับรองครั้งใหม่สำหรับการลงทะเบียนพืชดัด แปลงพันธุกรรมซึ่งรวมถึง ถั่วเหลือง Roundup Ready ข้าวโพด YieldGard Corn Borer ฝ้าย Bollgard และฝ้าย Roundup Ready
งานวิจัยและงานทดสอบผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีชีวภาพ ยังคงทำอย่างต่อเนื่องทั่วโลกในปี 2001 การทดลองในแปลงก่อนการปลูกเป็นการค้า ของผลิตภัณฑ์จากเทคโนโลยีชีวภาพเมื่อปีที่แล้ว ได้ทำใน 25 ประเทศที่อยู่ใน 5 ทวีป
ผลิตภัณฑ์ในอนาคตที่ใกล้จะส่งเสริมสำหรับผู้ปลูกในสหรัฐอเมริกา จะรวมถึงข้าวโพดที่ป้องกันการทำลายของ rootworm ซึ่งจะช่วยลดการใช้ สารเคมีกำจัดแมลงศัตรู และฝ้าย Bollgard II ซึ่งจะขยายการควบคุมแมลงศัตรูของ Bollgard ให้กว้างขึ้น ซึ่งจะรวมถึง beet armyworm, fall armyworm และ loopers
ข่าวสารที่มีรายละเอียดมากขึ้นดูได้จาก http://www.monsanto.com/monsanto/media/02/02feb11_approvals.html

ANZFA: ความกลัวที่ขาดหลักฐานเกี่ยวกับการติดฉลากและความปลอดภัยของอาหารดัดแปลงพันธุ กรรม
Ian Lindenmayer ผู้อำนวยการผู้จัดการของ Australia New Zealand Food Authority (ANZFA) แสดงความผิดหวัง กับกลุ่มผู้ชักชวนบางกลุ่มที่ได้กระจายข่าวสารที่ผิด เกี่ยวกับความปลอดภัยและการติดฉลากอาหารดัดแปลงพันธุกรรม แทนที่จะใช้หลักฐาน ในการโต้แย้ง
นาย Lindenmayer กล่าวว่า ANZFA ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องอาหาร " ที่จะต้องวางตัวเป็นกลางไม่ลำเอียงในการสนับสนุนหรือต่อต้าน เทคโนโลยีด้านอาหารใดๆ เป็นการเฉพาะ และซึ่งขณะนี้ได้ประเมินอาหารดัดแปลงพันธุกรรมประมาณ 20 ชนิด โดยใช้วิธีที่เข้มงวดอย่าง มาก "
" ผมไม่ได้แสร้งทำให้เห็นว่า เรามีทุกคำตอบเกี่ยวกับอาหารดัดแปลงพันธุกรรม แต่เรามีเพียงพอที่จะรู้ว่าอาหารเหล่านั้นที่เราอนุญาตอย่างน้อยก็ มีความปลอดภัยเท่ากับอาหารดั่งเดิมที่ไม่ดัดแปลงพันธุกรรม" Greg Roche จาก ANZFA ได้รับการอ้างอิงที่กล่าวว่า " ....เรารู้ค่อนข้างมาก เกี่ยวกับองค์ประกอบทางพันธุกรรมของอาหารดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านี้ ซึ่งมากกว่าอาหารอื่นใดๆ ในอาหารที่มีอยู่ "
เมื่อเร็วๆ นี้ ANZFA ได้ให้คำแนะนำในการอนุญาตข้าวโพดและคาโนล่าดัดแปลงพันธุกรรมหลายพันธุ์ ขณะนี้มีอาหารดัดแปลงพันธุกรรม 22 ชนิดที่ได้รับคำแนะนำสำหรับการอนุญาตตั้งแต่ กรกฎาคมปี 2000 10 ชนิดได้รับการอนุญาตในขั้นตอนสุดท้าย 4 ชนิดยังคงอยู่ในระหว่างการ อนุญาตของรัฐมนตรี และอีก 5 ชนิดอยู่ระหว่างการขอความคิดเห็นจากสาธารณะ
Lindenmayer เพิ่มเติมว่า ไม่มีช่องโหว่ในกฏระเบียบของการติดฉลาก เขากล่าวว่า สภารัฐมนตรี (Ministrial Council)เป็นผู้ที่จะตัดสินใจที่จะใช้กฏระเบียบ สำหรับอาหารแปรรูปขั้นตอนสุดท้ายและไม่ใช้สำหรับกระบวนการ ส่วนประกอบของอาหารส่วนใหญ่ซึ่งเริ่มจากการดัดแปลงพันธุกรรมจะ ผ่านกระบวนการที่จะเอาส่วนที่ได้รับการดัดแปลงออกไป เช่น น้ำมันคาโนล่า ที่ได้มาจากคาโนล่าดัดแปลงพันธุกรรมนั้นจะเหมือนกับน้ำมัน ที่ได้มาจากคาโนล่าที่ไม่ดัดแปลงพันธุกรรม ANZFA ได้ออกระเบียบเมื่อเดือนธันวาคม 2001 ที่ผ่านมา ว่าผลิตภัณฑ์อาหารจะต้องได้รับการ ติดฉลากว่าเป็นอาหารดัดแปลงพันธุกรรมเมื่อมีหลักฐานอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารขั้นสุดท้ายที่จะออกขายเท่านั้น

นิวซีแลนด์อนุญาตพืชดัดแปลงพันธุกรรมอีก 2 ชนิด สำหรับการทดลอง
สำนักงานกำกับดูแลเทคโนโลยีด้านยีนของ Australian Commonwealth Department of Health and Aging ได้อนุญาต ให้ขยายอีก 2 แปลงทดลองของ ACT New Zealand สำหรับบาร์เล่ย์และข้าวสาลีดัดแปลงพันธุกรรม การทดลองในแปลง ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2001 ที่ผ่านมา จะขยายไปถึงเดือนมิถุนายน 2003 และจะดำเนินงานที่ Commonwealth Scientific and Industrial Research Organization's (CSIRO) Ginninderra Expreimental Stations
การอนุญาตนี้เป็นการติดตามหลังการเก็บเกี่ยวของสถานที่ปลูก เพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของยีนไปสู่สิ่งแวดล้อมโดยรอบๆ พืช ศึกษาโดยนักวิจัยจาก CSIRO Plant Industry และได้รับทุนสนับสนุนจาก CSIRO และ Grains Research and Development Corporation
พืชบาร์เล่ย์ ได้รับการดัดแปลงให้ต้านทานต่อ yellow dwarf virus และได้รับการพัฒนาให้มีอัตราการงอกและการแสดงออกทางด้าน malting ดีขึ้น เช่นเดียวกับข้าวสาลีดัดแปลงพันธุกรรม ที่ได้รับการดัดแปลงไปสู่การพัฒนาการแสดงออกในการอบที่ดีขึ้นของแป้งที่ได้จากเมล็ดข้าวสาลี

ถึงเวลาสำหรับเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศอินเดีย
เวลาได้มาถึงสำหรับการทำให้กระจ่างชัดเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ กล่าวโดย R. S. Paroda อดีตผู้อำนวยการทั่วไปของ Indian Council of Agricultural Research และ เทคโนโลยีชีวภาพจะต้องได้รับการยอมรับ อินเดียมีความจำเป็นที่จะต้องเข้มแข็งและมีความ สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
Paroda ได้ให้ภาพเหล่านี้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ Relevance of Genetically Modified Plants to Indian Agriculture ที่มีข้อมูลพื้นฐานมาจาก การนำเสนอในการประชุมเชิงปฎิบัติการ 4 ครั้ง ที่เกี่ยวกับพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งจัดโดย Tata Energy Research Institute
อดีตผู้อำนวยการทั่วไปกล่าวว่า คนทั่วไปอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับศักยภาพที่จะเกิดผลในทางลบของพันธุ์พืชดัดแปลงพันธุกรรม ที่มีต่อความหลากหลาย ทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม และความสงสัยเหล่านี้ไม่สามารถขจัดทิ้งไปได้ และจะต้องให้ความสนใจต่อสิ่งดังกล่าว อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบ เทียบกับชาวยุโรป เราจะต้องมีความจริงจังในความเป็นจริงที่มากกว่าเล็กน้อย และมองหาสิ่งที่ดีให้กับเกษตรกรผู้ยากจนในอินเดีย
Paroda ยังเน้นให้เห็นถึงความต้องการที่จะนำส่วนเอกชนมาร่วมแข่งขันทางเทคโนโลยีชีวภาพ เพราะงานวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพจะต้อง ลงทุนสูง ความมั่นคงทางเทคโนโลยีชีวภาพสามารถที่จะได้รับส่วนลดพิเศษรวมถึงประโยชน์ทางด้านภาษี โครงการจ่ายเงินยืมคืนในระยะยาว และมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ
เทคโนโลยีชีวภาพ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับอาหารและการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ กล่าวโดย Paroda อย่างไรก็ดีเพื่อให้สิ่งนี้เกิด ขึ้น เราต้องพูดบนหลักการทางวิทยาศาสตร์และเราต้องให้ความรู้แก่ NGOs และเกษตรกร ผมคิดว่า เกษตรกรได้รับทราบและนำพาไปในทาง ที่ผิดเพราะข่าวสารที่มาถึงเขาไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่อยู่บนเหตุผลอื่น และเป็นอัตรายมากกว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็น ความรับผิดชอบของเราที่จะเห็นว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น เขาสรุป

แคนาดาจะติดตามผลของอาหารดัดแปลงพันธุกรรม
Health Canada's Centre for Surveillance Coordination จะติดตามชาวแคนาดา เพื่อดูว่าพวกเขาเจ็บป่วยหรือไม่จาก การรับประทานอาหารดัดแปลงพันธุกรรม อย่างไรก็ดี งานวิจัยคงจะทำได้ยากเพราะไม่มีใครรู้ว่าใครรับประทานอะไร และไม่มีการติดฉลาก อาหารดัดแปลงพันธุกรรม
" พื้นฐานที่จำเป็นต้องมีสำหรับการวิเคราะห์ใดๆ เกี่ยวกับผลของอาหารดัดแปลงพันธุกรรมต่อประชากรในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็คือจะต้องรู้ว่า เขาเหล่านั้นกำลังรับประทานอะไร " กล่าวโดย Bryan Embree นักระบาดวิทยาของ Ontario Public Health Association " และที่จุดนี้ เราไม่ มีข่าวสารนี้เลย "
ประเมินว่า 70% ของอาหารแปรรูป มีส่วนประกอบของการดัดแปลงพันธุกรรมอยู่บ้าง ไม่มีอาหารใดที่ติดฉลากและพืชดัดแปลงพันธุกรรมมัก จะผสมกับพืชปกติอื่นๆ
สิ่งแวดล้อมแคนาดาจะได้รับการติดตามผลของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วยเช่นกัน

การค้าโลกให้การสนับสนุนโอกาสทางการค้าสำหรับโลกที่กำลังพัฒนา
Jacques Diouf ผู้อำนวยการทั่วไปขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( UN Food and Agriculture Organization (FAO)) กล่าวถึงรัฐมนตรีเกษตรของอัฟริกาในการประชุมระดับท้องถิ่นขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สำหรับ การที่อัฟริกาจะสนับสนุนโอกาสทางการค้าด้านการเกษตรในทวีป เขาเน้นว่า จากสภาพความเป็นอยู่ของประเทศที่พัฒนาและกำลังพัฒนา ทั้งสองกลุ่มจะต้องได้รับประโยชน์จากทั่วโลกในการค้าเสรี สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมถึงการเคลื่อนย้ายทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
การพัฒนาที่สังเกตุได้ในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเซียตะวันออก จะได้รับการถ่วงน้ำหนักโดยการลดลงในท้องถิ่น อื่นเช่น เขต sub-Saharan Africa, Central America และ the Caribbian Dr. Diouf ชี้ให้เห็นว่า อัฟริกาเป็นเพียงท้องถิ่นเดียวในโลกกำลังพัฒนา ที่ประชากรส่วนใหญ่ยังทนทุกข์จากโรคขาดสารอาหาร และมีแหล่งอาหารลดลงในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในหลายเหตุผล เขากล่าว คือ โอกาสที่ จำกัดของการผลิตอาหารสำหรับการบริโภคในท้องถิ่น และขาดเครือข่ายการกระจายองค์กรและการตลาด
FAO ได้ให้ Trust Fund for Food Security and Food Safety เพื่อช่วยบรรเทาความยากลำบากทางการเกษตรของอัฟริกา ปัจจุบันนี้ ได้ใช้จ่ายไปแล้ว 20% จากเป้าหมายของเงินทุน และหวังว่า จะได้รับเงินทุนเพิ่มเติมก่อนการประชุม FAO World Food Summit ในเดือน มิถุนายนปี 2002
ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก http://www.fao.org/WAICENT/OIS/PRESS_NE/english/2002/2568-en.html


[เผยแพร่วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2545]