Make your own free website on Tripod.com
แอนแทรกซ์จากการสูดดม

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า มีการใช้เชื้อโรคแอนแทรกซ์ เพื่อการก่อการร้าย โดยแฝงมาในซองจดหมาย ในลักษณะฝุ่นแป้ง และ อาจจะมาในรูปแบบอื่น ๆ ที่ยังไม่ทราบ ส่งไปยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ปากีสถาน ฯลฯ

เชื้อโรคแอนแทรกซ์ที่นำมาใช้ในการก่อการร้าย จะมาในรูปแบบที่เรียกว่า สปอร์ ซึ่งมีรูปร่าง ทรงกลมรี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ไมครอน ( 1 / 1,000 มิลลิเมตร ) สปอร์นี้ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีความคงทนต่อสิ่งแวดล้อม ความร้อน ชื้น แสงสว่าง สารเคมี ได้มาก อยู่ในธรรมชาติได้นานนับสิบปี สปอร์นี้ เมื่อถูกสูดดมเข้าไป ทางระบบทางเดินหายใจ ของมนุษย์ จะมีความสามารถ เข้าไปได้ลึก ถึงถุงลมปอด

เมื่อมนุษย์หายใจเอาสปอร์ของแอนแทรกซ์เข้าไป สปอร์บางส่วนจะติดอยู่ที่ผนังหลอดลม สปอร์บางส่วนจะไปถึงถุงลม สปอร์บางส่วนจะวกกลับออกมากับลมหายใจออก สปอร์ที่เข้าไปถึงผนังถุงลมปอด จะถูกเซลล์กำจัดสิ่งแปลกปลอม (macrophage ) กินเข้าไปเพื่อทำลาย เซลล์กำจัดสิ่งแปลกปลอมนี้ จะลำเลียงสิ่งแปลกปลอม ไปตามระบบน้ำเหลือง ไปพักที่ต่อมน้ำเหลือง ในช่องทรวงอก (mediastinal node) สปอร์ที่เซลล์กำจัดสิ่งแปลกปลอม ไม่สามารถทำลายได้ จะพักอยู่ในต่อมน้ำเหลือง ระยะเวลาหนึ่ง ( 60 วัน หรือ 2 - 43 วัน หรือ 58 วัน หรือ 98 วัน ) จึงจะฟักตัวเป็นเชื้อโรค ลักษณะแท่งกลมยาว (bacilli) ขนาดกว้าง 1 ไมครอน ยาว 5 ไมครอน หลังจากนั้น เชื้อโรคจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับสร้างสารพิษ(toxin) ปล่อยออกมาในต่อมน้ำเหลือง สารพิษนี้เป็นต้นเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะทำให้ ต่อมน้ำเหลือง และ เนื้อเยื่อโดยรอบ บวม โต มีเลือดออก และ ทำให้เนื้อเยื่อตาย ต่อมน้ำเหลืองและเนื้อเยื่อที่โต บวม จะไปกด บีบรัด หลอดลม ทำให้ผู้เคราะห์ร้าย หายใจลำบาก หอบ เหนื่อย เขียว และ เสียชีวิตในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังจากสารพิษ ถูกปล่อยออกมา ในปริมาณที่มากพอ และ ณ เวลานี้ แม้จะรีบให้ยาปฏิชีวนะอย่างเต็มที่ เพื่อไปจัดการกับเชื้อโรค ก็ไม่สามารถรักษาชีวิตผู้ป่วยไว้ได้

ทางคลีนิค ในระยะแรกที่ผู้เคราะห์ร้าย ได้รับสปอร์ของเชื้อโรคแอนแทรกซ์เข้าไปประมาณ 1 - 6 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง ๆ เหมือนไข้หวัด มีอาการอึดอัดในทรวงอก ตรวจร่างกาย ไม่พบความผิดปรกติอย่างชัดเจน อาการจะคงที่หรือ ดีขึ้นเอง ภายใน 2 - 3 วัน หลังจากนั้น อาการผู้ป่วย จะเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใด กล่าวคือ ผู้ป่วยจะมีอาการหอบ หายใจลำบาก หายใจมีเสียง เขียว ช็อค และเสียชีวิตในเวลา 24 - 36 ชั่วโมง ระยะนี้ การตรวจร่างกาย จะพบว่า ผนังทรวงอกบวม ตรวจพบลักษณะ น้ำท่วมปอดสองข้าง และบางราย ( ประมาณ 50%) มีอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมด้วย

ภาพรังสีทรวงอกในระยะนี้ จะพบว่า mediastinum กว้างออก เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองและเนื้อเยื่อภายในบวม มีเลือดออก พบลักษณะน้ำท่วมปอดสองข้าง ซึ่งหากเจาะน้ำออกมาจะได้น้ำปนเลือด และ เกือบทุกรายไม่มีลักษณะของปอดอักเสบ

ในช่วงนี้ หากเจาะเลือดจากผู้ป่วย ส่งเลี้ยงเชื้อ จะได้เชื้อแอนแทรกซ์ หากเอาน้ำจากช่องปอด หรือ จากไขสันหลัง ( CSF ) มาเลี้ยงเชื้อ ก็จะได้เชื้อแอนแทรกซ์เช่นเดียวกัน หากเอาต่อมน้ำเหลืองในช่องอกหรือม้าม มาผ่าและแปะแผ่นกระจก ย้อมสีแกรม ไปส่องกล้องจุลทรรศน์ จะพบเชื้อ becilli แกรมบวก

การรักษาในรายที่มีอาการแล้ว แม้จะให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างเต็มที่ เกือบทุกรายเสียชีวิต การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ จะได้ผลเมื่อให้ยากับผู้ป่วย ในระยะแรกที่รับเชื้อเข้าไป ก่อนที่เชื้อจะเข้าไปฝังตัว เพิ่มปริมาณ สร้างสารพิษ (toxin) ซึ่งในทางปฏิบัติ อาจจะยากในการวินิจฉัยโรคระยะแรก เพราะไม่มีลักษณะ ทางคลีนิคที่จำเพาะเจาะจง

จะเห็นได้ว่า การวินิจฉัยโรคในผู้ป่วย สามารถทำได้โดยอาศัยลักษณะจำเพาะของโรคนี้ คือ มีอาการเปลี่ยนแปลงทรุดหนักลงทันที ภาพรังสีทรวงอกพบ mediastinum กว้างออก มีน้ำในช่องปอด ซึ่งหากเริ่มการรักษาในระยะนี้ ก็ไม่สามารถรักษาชีวิตผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ แต่อย่างไรก็ดี การพบผู้ป่วยเพียง 1 ราย จะเป็นสิ่งบอกเหตุที่ดีว่า ได้มีสปอร์เชื้อโรคนี้ ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้ว ซึ่งหากผลจากการปนเปื้อนนี้ เป็นจากการก่อการร้าย จำเป็นต้องมีมาตรการทันที เพื่อไม่ให้มีคนป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องรีบเข้าระงับเหตุ ป้องกัน กวาดล้างการดำเนินการขั้นต่อไปของการก่อการร้าย

หากมีเหตุเชื่อได้ว่า ผู้เคราะห์ร้ายสูดดมเชื้อแอนแทรกซ์เข้าไป จะต้องรีบให้การรักษาด้วยยาทันที ไม่รอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งอาจทำให้แพทย์ให้การรักษาไม่ทัน ยาที่ใช้ในการรักษาโรคแอนแทรกซ์จากการสูดดม ได้แก่ เพนนิซิลิน เตตราไซคีน อีรีโทรไมซิน ทรอแลม เจนตาไมซิน ซิโปร ด็อคซี่ไซคลีน

หากผลการวินิจฉัยยืนยันว่า เป็นเชื้อแอนแทรกซ์จริง จะต้องให้ยาต่อเนื่องไป 4 สัปดาห์ในผู้เคราะห์ร้ายทุกราย เมื่อได้รับยาครบ จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากมีอาการเกิดขึ้นใหม่ เนื่องจากยังมีเชื้อโรคหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ต้องรีบให้รักษาใหม่ทันที