Make your own free website on Tripod.com



5. การประเมินความปลอดภัยของอาหารดัดแปลงพันธุกรรม


พืชดัดแปลงพันธุกรรมที่นำมาใช้เป็นอาหารนั้น จะต้องผ่านขั้นตอนการประเมินความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตามกฎระเบียบที่ตั้งไว้ โดยหน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัย ของอาหาร วิธีการประเมินความปลอดภัยที่ใช้กันในหลายประเทศ จะเป็นแนวทางเดียวกันกับที่ได้พัฒนาขึ้นโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและเกษตร (FAO)

ในปี พ.ศ. 2533 WHO และ FAO ได้จัดประชุมระดมข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารที่ได้จากวิธีทางเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่หรือ พันธุวิศวกรรม และจากการประชุมสรุปได้ว่า สิ่งมีชีวิตที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรม ที่นำมาใช้หรือแปรรูปเป็นอาหารนั้น มีความปลอดภัย เทียบเท่ากับสิ่งมีชีวิตหรืออาหารธรรมชาติ ซึ่งการประเมินความปลอดภัยของอาหารที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรมนั้น จะใช้หลักการเดียวกับการประเมิน ความปลอดภัยของอาหารที่ได้จากวิธีการพัฒนาสายพันธุ์ดั้งเดิม กล่าวคือ การประเมินความปลอดภัยนี้ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้ง ทางตรงและทางอ้อม


การพิจารณาความปลอดภัยของอาหารที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรม

ความปลอดภัยของอาหารที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรม มีแนวทางในการพิจารณาดังนี้ ในการพิจารณาความปลอดภัยนั้น มีความจำเป็นต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และประวัติการใช้เป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่ใช้ในการดัดแปลง พันธุกรรม เช่น เจ้าบ้านผู้รับสารพันธุกรรม ผู้ให้ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของสารพันธุกรรม นอกจากนี้แล้วยังต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับ สารพันธุกรรมที่ใช้ ้ในการดัดแปลง เช่น promoter, terminator สารพันธุกรรมที่เป็นเครื่องหมาย (marker gene) สิ่งที่ตรวจสอบและข้อมูลที่ต้องการสามารถสรุปให้ เห็นได้ในตาราง
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ
ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต่อการประเมินความปลอดภัย
เจ้าบ้าน
แหล่งที่มา การจำแนกชนิดทางอนุกรมวิธาน ชื่อวิทยาศาสตร์ ความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ประวัติการใช้เป็นอาหารหรือแหล่งของอาหาร ประวัติการสร้างสารพิษ ประวัติการก่อภูมิแพ้ ประวัติการก่อให้เกิดโรค การปรากฎของสารต้านโภชนาการ
พาหะ
แหล่งที่มา ลักษณะเฉพาะของ DNA (น้ำหนักโมเลกุล บริเวณที่ถูกตัดโดย restriction enzyme ความคงตัว ลำดับเบส ลักษณะเฉพาะของ selectable marker gene เช่นความต้านทานยาปฎิชีวนะ ความสามารถในการถูกถ่ายทอด ความจำเพาะเจาะจงต่อ host วิธีการตรวจสอบลักษณะที่ปรากฎ วิธีการและบริเวณที่มีการตัดต่อยีน
ผู้ให้
การจำแนกชนิดทางอนุกรมวิธาน ชื่อวิทยาศาสตร์ ความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ประวัติการใช้เป็นอาหารหรือแหล่งของอาหาร ประวัติการสร้างสารพิษ ประวัติการก่อภูมิแพ้ ประวัติการก่อให้เกิดโรค
สารพันธุกรรมที่ใช้ในการดัดแปลง
โครงสร้าง (promoter, terminator, inserted base sequence, surrounding DNA sequence) ลักษณะเฉพาะ (หน้าที่ บริเวณที่ถูกตัดโดยเอ็นไซม์ น้ำหนักโมเลกุล ลำดับเบสอันตรายที่เหลืออยู่) ความบริสุทธิ์ ความเสถียรของสายพันธุกรรมในเจ้าบ้าน จำนวนดีเอ็นเอ ที่เพิ่มขึ้นมา ตำแหน่ง เวลา และปริมาณที่แสดงออก การแสดงออกของ external open reading frame ลักษณะของ selectable marker (โครงสร้าง หน้าที่ของยีนและผลิตผล กลไกการแสดงออกของความต้านทาน วิธีพิสูจน์และตรวจสอบปริมาณ) วิธีการตัดต่อยีนและตำแหน่งที่เข้าร่วมในหน่วยพันธุกรรมของเจ้าบ้าน ผลผลิตที่ได้ก่อให้เกิดภูมิแพ้ ความเป็นพิษ การทำให้เกิดการกลายพันธุ์ และผลกระทบที่มีต่อเชื้อจุลินทรีย์ในลำใส้
สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม
วิธีการคัดเลือก และการนำมาใช้เป็นพืชและอาหาร คุณสมบัติทางพันธุกรรมและการขยายพันธุ์ ลักษณะที่แสดงออกเปรียบเทียบกับก่อนได้รับการดัดแปลง การควบคุมระดับและความเสถียรของสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป การเพิ่มจำนวนของสารพันธุกรรมใหม่ ความเป็นไปได้ในการเคลื่อนย้ายของสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป หน้าที่ของสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป การเปลี่ยนแปลงของระบบสรีระ และ metabolism ที่มีผลต่อความปลอดภัยในการบริโภค ความเป็นพิษ การก่อให้เกิดภูมิแพ้ และสารต้านโภชนาการ กลไกการเจริญเติบโต การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา การเปลี่ยนแปลงของชนิดและปริมาณของส่วนประกอบที่เป็นสารโลหะหนัก การเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบของสารเคมี การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีตกค้างที่ใช้ในการคัดเลือกและสารใหม่ที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบหลักของโครงสร้างต่างๆ สารโปรตีน สารคาร์โบไฮเดรต กรดไขมัน วิตามิน เกลือแร่ สารหลักที่พบในอาหารและความสามารถในการนำมาใช้ของสารอาหารนั้นๆ ข้อมูลเกี่ยวกับการยอมรับเพื่อการบริโภคในประเทศอื่น

จากการระดมความคิดของนักวิทยาศาสตร์ ในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ที่จัดโดย องค์การ WHO และ FAO เห็นควรให้ใช้ ความเทียบเท่า (substantial equivalence) เป็นหลักในการประเมินความปลอดภัย ที่มีความเหมาะสมที่สุด โดยการเปรียบเทียบระหว่าง อาหารที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรม กับอาหารธรรมดาที่มีความปลอดภัยเป็นที่ยอมรับได้ ซึ่งกล่าวว่า หากอาหาร หรือส่วนประกอบที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรม มีความเทียบเท่ากับอาหารหรือส่วนประกอบที่บริโภคอยู่ในชีวิตประจำวัน อาหารดังกล่าวถือว่า มีความปลอดภัยในการบริโภคเทียบเท่ากับอาหารธรรมดา หากอาหารที่ได้จากการดัดแปลงสารพันธุกรรม มีความแตกต่างในบางอย่าง อาหารจำพวก นี้ยังถือว่ามีความปลอดภัย ถ้าความแตกต่างนั้นไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ดังนั้น ความเทียบเท่านี้ ไม่ใช่เป็นวิธีประเมินความปลอดภัยที่ให้ ผลสรุปทั้งหมดในตัวเอง แต่สามารถใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและวิเคราะห์อาหารเพื่อพิสูจน์ความปลอดภัย นอกจากนี้ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการพิสูจน์ความเทียบเท่า

การตรวจสอบ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ใช้พิสูจน์ความเทียบเท่า
คุณลักษณะที่แสดงออกของสิ่งมีชีวิตที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรม สัณฐานวิทยา การเจริญเติบโต สรีรวิทยา การขยายพันธุ์ ผลผลิต
องค์ประกอบของสารต่างๆ และคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตที่ใช้เป็นอาหารก่อนและหลังได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม สารอาหารหลักสำคัญๆ เช่น ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต อาหารรองที่สำคัญ เช่น เกลือแร่ วิตามิน สารประกอบที่เป็นสารพิษที่อาจมีผลต่อสุขภาพ สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้และสารต้านโภชนาการ
ข้อมูลของคุณสมบัติและคุณลักษณะใหม่ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดัดแปลงพันธุกรรม วิธีการนำสารพันธุกรรมเข้าในเซลล์ ผลกระทบทางสรีระจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม คุณสมบัติและคุณลักษณะใหม่ที่แสดงออกจากสิ่งมีชีวิตใหม่นี้
ข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลง ชื่อ ประวัติที่มา กลุ่มเชิงวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต ประวัติทางพันธุกรรมและการแสดงออกของบรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม
ข้อมูลการใช้เป็นอาหาร ประวัติการใช้บริโภค การแพร่กระจายในธรรมชาติ กลุ่มผู้บริโภคและสัดส่วนการบริโภคในแต่ละวัน วิธีการและขั้นตอนในการผลิตเพื่อใช้เป็นอาหาร และผลกระทบต่อปริมาณของสารพิษ
ข้อมูลผลกระทบอื่นๆ การเกิดโรคใหม่ การเกิดขึ้นของศัตรูที่มีอยู่ในธรรมชาติ การเกิดขึ้นของเชื้อไวรัสใหม่ ปัจจัยภายนอกอื่นๆ

จากหลักการของความเทียบเท่านี้ สามารถจัดแบ่งอาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม ออกเป็น 3 กลุ่มคือ
  1. อาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่มีความเทียบเท่ากับอาหารธรรมดา ตัวอย่างเช่น น้ำมันพืชที่มีความบริสุทธิ์สูง และไม่มีสารโปรตีนและสารพันธุกรรมตกค้างอยู่ อาหารในกลุ่มนี้จัดว่ามีความปลอดภัย
  2. อาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่มีความเทียบเท่ากับอาหารธรรมดา ยกเว้นมีความแตกต่างของสารเคมีอย่างเฉพาะเจาะจง ส่วนมากอาหารที่ผ่านขั้นตอนการดัดแปลงพันธุกรรมจะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ เนื่องจากความแตกต่างทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้น การประเมินความปลอดภัยของอาหารนี้ จะเน้นถึงความปลอดภัยของความแตกต่างหรือสารเคมีที่ก่อให้เกิดความแตกต่างนั้น
  3. อาหารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่ไม่มีความเทียบเท่ากับอาหารธรรมดา เนื่องจากลักษณะของความแตกต่างที่เกิดขึ้น มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอาหารหรือสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ขณะนี้ยังไม่มีอาหารในกลุ่มนี้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามอาหารกลุ่มนี้จะต้องผ่านการทดสอบในสัตว์และในคน เพื่อพิสูจน์ความปลอดภัย นอกจากนี้แล้ว OECD ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา วิธีการประเมินความปลอดภัยของอาหารในกลุ่มนี้
โปรตีนที่เกิดขึ้นจากสารพันธุกรรมนี้ จะต้องนำมาศึกษาโครงสร้าง ระบบหน้าที่ การทำงาน ความจำเพาะเจาะจงและประวัติการใช้ในอาหาร หากโปรตีนที่ได้จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมนี้ ไม่มีความคล้ายคลึงกับโปรตีนที่ใช้ในอาหาร โปรตีนนี้ควรต้องได้รับการศึกษาความเป็นพิษ การก่อให้เกิดภูมิแพ้ สารต้านโภชนาการและปฎิกิริยาของเอ็นไซม์ต่อไปนี้
  1. การศึกษาความเป็นพิษ โปรตีนที่เป็นสารพิษสามารถตรวจสอบได้จากความคล้ายคลึงของการเรียงลำดับของกรดอะมิโน หากโปรตีนดังกล่าวมีลำดับที่คล้ายคลึงกับสารพิษที่มีรายงานไว้ ก็มีโอกาสที่จะเป็นสารพิษ ดังนั้นจึงต้องได้รับการทดสอบ in vitro และ in vivo เพื่อพิสูจน์ว่าโปรตีนนี้ไม่เป็นสารพิษ
  2. การศึกษาการก่อให้เกิดภูมิแพ้ การตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ว่า โปรตีนนี้ก่อให้เกิดภูมิแพ้นั้น จะต้องมีการศึกษาเพื่อหาข้อมูล โครงสร้าง และคุณสมบัติต่างๆ คือ
    1. แหล่งที่มาของสารพันธุกรรม ในกรณีที่ทำให้เกิดภูมิแพ้เฉพาะผู้บริโภคบางกลุ่ม จะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
    2. น้ำหนักของขนาดโมเลกุล สารก่อภูมิแพ้โดยทั่วไปมีน้ำหนักโมเลกุลระหว่าง 10000-40000 ดาลตัน
    3. มีลำดับของกรดอะมิโนที่คล้ายคลึงกับสารก่อภูมิแพ้อื่นที่มีรายงานไว้
    4. ความทนทานต่อความร้อนและมีความเสถียรในระหว่างขันตอนการผลิต
    5. ความทนทานต่อสภาพกรดและน้ำย่อยสลายโปรตีน
    6. โอกาสของโปรตีนที่ใช้เป็นอาหาร หากโปรตีนนี้แสดงออกในลำต้นของพืชที่ไม่ใช่ส่วนของพืชที่ใช้เป็นอาหาร โอกาสที่จะพบโปรตีนในอาหารนั้นก็มีน้อย
การตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้สามารถทำได้ โดยการนำข้อมูลของลำดับของกรดอะมิโน มาเปรียบเทียบกับข้อมูลของสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ความคล้ายคลึงของ ลำดับสารประกอบนี้ สามารถบอกได้ว่า โปรตีนนี้อาจเป็นสารก่อภูมิแพ้ หากพบว่ามีความคล้ายคลึงกับลำดับกรดอะมิโนที่เป็นพิษที่มีรายงานไว้ ซึ่งจะต้องดำเนินการตรวจสอบทาง in vitro โดยใช้ sera จากประชาชนกลุ่มต่างๆ มาทดสอบกับอาหาร หากการตรวจสอบ in vitro แสดงผลลบ จึงดำเนินการตรวจสอบ in vivo บนผิวหนังของคน


สารจำพวกนี้ได้แก่ lectin และ protease inhibitor ซึ่งสามารถเป็นพิษได้อย่างรุนแรงถ้าบริโภคดิบ แต่เมื่อผ่านกระบวนการผลิตที่ถูกต้องแล้ว สารจำพวกนี้จะมีความเป็นพิษลดลงและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
เอ็นไซม์สามารถเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อสรีระของผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงนี้ได้แก่ การเปลี่ยนแปลง ของโครงสร้างของสารคาร์โบไฮเดรตทำให้ย่อยไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงของการอิ่มตัวของกรดไขมัน การปรากฎตัวของกรดไขมันที่มีความยาวเกิน 22 คาร์บอน การเกิดขึ้นของไขมันที่เป็น cyclic substitution หรือไขมันที่เป็นพิษอาทิเช่น erucic acid
การประเมินความปลอดภัยยังต้องคำนึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนการดัดแปลงสารพันธุกรรม ทั้งทางตรงและทางอ้อม (ไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้น) ดังต่อไปนี้
  1. ผลที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจได้แก่ คุณลักษณะที่เกิดขึ้นใหม่ว่ามีความสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ปฎิบัติคาดหวังไว้
  2. ผลที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ ได้แก่คุณลักษณะที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหวังไว้เช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณและคุณลักษณะของสารโภชนาการ สารต้านโภชนาการ สารพิษและสารก่อภูมิแพ้ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและจำนวนของสารพันธุกรรมที่ใช้ในการตัดแต่งทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของระบบสรีระ และระบบ metabolism ที่อาจก่อให้เกิดสารชนิดใหม่ ที่เป็นพิษต่อผู้บริโภค การขยายพันธุ์ การถ่ายทอดสารพันธุกรรม

ความเป็นไปได้ของการถ่ายทอดสารพันธุกรรมในสภาพแวดล้อมต่างๆ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมาก โดยเฉพาะ สารพันธุกรรมที่แสดงออกของการต้านทานของยาปฎิชีวนะ โดยองค์การอนามัยโลกให้ข้อสรุปว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แสดงว่า สารพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดจากพืชไปยังเชื้อจุลินทรีย์ ที่อยู่ในลำใส้ใหญ่ได้ ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
  1. สารพันธุกรรมไม่สามารถที่จะคงสภาพในสภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้ และสลายตัวได้ง่ายด้วยเอ็นไซม์ nuclease
  2. เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติไม่สามารถรับสารพันธุกรรมจากภายนอกได้เอง
  3. หากในกรณีใดก็ตามที่สารพันธุกรรมสามารถเข้าไปในเซลล์ของจุลินทรีย์ จะถูกทำลายโดยระบบเอ็นไซม์ restriction/modification
  4. สารพันธุกรรมจากภายนอก ต้องสามารถเข้าร่วมกับสารพันธุกรรมของเจ้าบ้านได้ จึงจะสามารถคงสภาพอยู่ในเซลล์ได้

ขณะนี้คณะกรรมการอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้ใช้ยาปฎิชีวนะเพียง 2 ชนิด ในการตัดแต่งทางพันธุกรรมคือ vancomycin และ kanamycin ยาปฎิชีวนะอื่นๆ ที่จะใช้ ต้องผ่านขั้นตอนการประเมินความปลอดภัยดังต่อไปนี้
  1. คุณสมบัติของ substrate เอ็นไซม์และผลผลิตที่ได้
  2. ปริมาณเอ็นไซม์ตกค้างในร่างกาย
  3. ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาปฎิชีวนะในการรักษาและบำบัดโรค
  4. ผลกระทบของสารพันธุกรรมและผลผลิตที่ได้ต่อเชื้อจุลินทรีย์ในลำใส้
  5. ผลกระทบที่มีต่อการใช้ยาปฎิชีวนะในอาหารสัตว์