Make your own free website on Tripod.com


จาก http://www.cropgen.org
อะไรคือพืชดัดแปลงพันธุกรรม
คำว่าดัดแปลงพันธุกรรมมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า genetic modification พันธุกรรมหรือยีนนั้นเป็นตัวออกคำสั่งเพื่อกำหนดลักษณะต่างๆ และแต่ละเซลล์ในตัวเราจะมีตัวออกคำสั่งหรือยีนเป็นจำนวนหมื่นๆ ในมนุษย์คำสั่งเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเพื่อที่จะกำหนดทุกสิ่ง ตั้งแต่สีของ ตาจนถึงความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เหตุผลที่เราทุกคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน แม้จะเป็นพี่น้องกันก็ตาม นั่นคือ การที่เราได้รับยีนจากพ่อและแม่ ซึ่ง ได้มีการสลับสับเปลี่ยนกันโดยสุ่ม
หลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ได้กับพืช ถ้าเราเป็นคนทำสวน เราอาจจะเก็บเมล็ดจากต้นที่เราชอบ โดยหวังว่าเราจะได้ต้นพืชที่เหมือนเดิม แต่เป็นเพราะยีนมีการสับเปลี่ยน เราจึงอาจจะได้ต้นที่แตกต่างไปจากเดิม แต่ยังคงเป็นพืชชนิดเดียวกันแต่อาจจะต้นใหญ่กว่า หรือเล็กกว่า หรือ มีสีที่แตกต่างกัน
จะเห็นได้ว่าพืชที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้มีการดัดแปลงพันธุกรรมมาเป็นเวลานาน เป็นเวลาหลายพันปีที่เกษตรกรได้คัดเลือกพืชที่มีลักษณะที่เขา ต้องการ เช่น มีเมล็ดในฝักมากขึ้นหรือมีความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้ในอากาศเย็น โดยการผสมข้ามกับต้นที่ดี เขาหวังว่าจะได้พันธุ์ที่ดีกว่า แต่วิธีการเช่นนี้เป็นเหมือนกับการเล่นเครื่องโยก ที่ยากที่จะถูกรางวัล
ดังนั้นตั้งแต่ปี 1950 นักวิทยาศาสตร์ด้านพืชก็ได้ใช้ความรู้ ความสามารถที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้พืชได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม และส่งผลให้ได้พืชที่มีลักษณะที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นความจงใจที่จะให้เมล็ดได้รับการฉายแสง ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสที่ หนึ่งเมล็ดจะกลายเป็นต้นพืชที่มีประโยชน์ ตัวอย่างที่เห็นได้คือ ข้าวบาร์เลย์พันธุ์ Golden Promise ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยวิธีนี้ และได้มีการ ปลูกในอังกฤษเป็นเวลา 30 ปี
ปัจจุบันได้มีการนำเทคนิคการดัดแปลงพันธุกรรมมาใช้กับพืช เป็นการอนุญาตให้ยีนที่มีความจำเพาะเท่านั้นที่ได้รับการถ่ายฝากเข้าไปในพืช ทั้งนี้เป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์มีความรู้ค่อนข้างมากเกี่ยวกับยีนที่เขากำลังใช้อยู่ นอกจากนี้ยังเป็นการง่ายที่จะติดตามยีน เข้าใจถึงผลของยีน และกำจัดผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการได้ก่อนที่จะใช้พืชนั้น ในแปลงทดลองหรือปลูกเป็นการค้า

อะไรคือประโยชน์ของพืชดัดแปลงพันธุกรรม
เทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรมสามารถช่วยลดปริมาณสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ตัวอย่างเช่น การพัฒนาพืชให้ต้านทานอย่างธรรมชาติ ต่อศัตรูพืช โดยเฉพาะ ก็หมายความว่า มีความต้องการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูในจำนวนที่น้อยลง ในการกำจัดแมลงศัตรู ที่มีผลกระทบเล็กน้อยต่อแมลงที่เป็น ประโยชน์ ในวิธีที่คล้ายคลึงกัน ถ้าพืชได้รับการพัฒนาให้ต้านทานต่อสารกำจัดวัชพืชจำเพาะ การใช้เพียงหนึ่งหรือสองครั้งก็พอเพียงที่จะควบคุม วัชพืชในแปลงแทนที่จะต้องใช้สารกำจัดวัชพืชที่แตกต่างกันจำนวนมาก (ในปัจจุบัน เมื่อไม่มีการใช้สารเคมี เราจะสูญเสียประมาณ 40% ในพืช ของเรา)
ในอนาคต พืชดัดแปลงพันธุกรรมจะสามารถใช้เป็นอาหารที่มีการพัฒนาคุณค่าทางโภชนาการ ยืดอายุการเก็บไว้ได้นานและราคาต่ำ

บอกได้ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมีการถ่ายฝากยีน
เป็นไปไม่ได้ที่จะควบคุมจุดที่แน่นอนภายในพืชที่มียีนของตัวเอง ว่ายีนที่ถ่ายฝากอยู่ที่ไหน ตำแหน่งของยีนนี้สำคัญเพราะจะมีผลว่ายีนนั้นจะ ทำงานอย่างไร ยีนอาจจะไม่ทำงานเลยหรืออาจจะมีผลต่อกระบวนการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในพืช ทั้งหมดนี้จะได้รับการศึกษาในห้องปฎิบัติการ หลัง จากทดสอบเป็นเวลาหลายปี เมื่อนักวิทยาศาสตร์มั่นใจในผลที่ได้จากห้องปฎิบัติการพืชดัดแปลงพันธุกรรมก็เข้าสู่ระยะการทดลองในแปลง
เปรียบเทียบกับวิธีการปกติ ที่มียีนเมื่อหลายพันยีนที่ได้จากการผสมข้ามในแต่ละครั้ง เทคนิคดัดแปลงพันธุกรรม จะมีความแน่นอนกว่า ในความเป็นจริง วิธีปกติสามารถและบางครั้งทำสิ่งที่ผิดพลาดได้ เช่น มันฝรั่งที่พัฒนาโดยวิธีปกติในปี 1950 จะมีสารพิษโดยธรรมชาติมากกว่าปกติ เป็นสารพิษ ที่ฆ่าคนได้จำนวนมาก แต่เป็นเพราะการทดสอบที่เข้มงวดของพืชดัดแปลงพันธุกรรม สิ่งดังกล่าวนี้สามารถตรวจจับได้และพืชนั้นจะถูกยกเลิก ที่ระยะห้องปฎิบัติการ

อุตสาหกรรมการดัดแปลงพันธุกรรมมุ่งผลกำไรก่อนความปลอดภัยใช่หรือไม่
เป็นไปไม่ได้ที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจะมองผลกำไรก่อนความปลอดภัย อะไรจะมากไปกว่านี้ ไม่มีพืชอื่นๆ ที่ถูกควบคุมหรือได้รับการทดสอบ ความปลอดภัยเช่นเดียวกับที่ทำในพืชดัดแปลงพันธุกรรม ไม่ได้เป็นเพราะการดัดแปลงพันธุกรรมมีความเสี่ยงมากกว่า แต่เป็นเพราะประชาชน ต้องการความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่

เกี่ยวกับผีเสื้อ Monarch มีหลักฐานหรือไม่ที่แสดงให้เห็นว่า ผีเสื้อ Monarch ได้รับผลกระทบที่เป็นภัยจากพืชดัดแปลงพันธุกรรม
พื้นความรู้
สิ่งแรกก็คงจะเกี่ยวกับสารพิษบีที (Bt toxin) ยีนบีที ( Bt gene) ได้มาจากแบคทีเรียดินชื่อ Bacillus thruringiensis และเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ก็ ได้ใช้แบคทีเรียนี้เป็นสารกำจัดแมลงศัตรูเป็นเวลาหลายสิบปี ยีนสร้างสารพิษบีทีเป็นสารกำจัดแมลงศัตรูโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นพิษต่อแมลงบาง ชนิด ส่วนใหญ่เป็นพวก caterpillars (ตัวหนอนผีเสื้อ) แต่ไม่มีผลต่อผึ้งหรือแมลงที่ดีอื่นๆ และไม่เป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก ปลาหรือไส้ เดือน ทำไมถึงต้องใส่เข้าไปในพืช
ข้าวโพดได้รับผลเสียหายจากการทำลายของหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด การควบคุมแมลงศัตรูค่อนข้างยากเพราะ หนอนจะฝังตัวเข้าไปในต้น ซึ่งจะเป็น ที่หลบภัยจากการพ่นสารเคมีกำจัดแมลงศัตรู โดยการทำให้ข้าวโพดสร้างสารพิษบีทีขึ้นมาด้วยตัวเอง หนอนเจาะลำต้นก็จะได้รับการโจมตีเมื่อ ได้เจาะเข้าไปในต้น ปล่อยให้แมลงที่ดีไม่เป็นอันตราย ถ้าการพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูยังมีความจำเป็น เกษตรกรจะต้องพ่นเพียง 1-2 ครั้งต่ออายุพืชแทนที่จะพ่น 7-8 ครั้งโดยเฉลี่ย
การทดลอง
การทดลองในห้องปฎิบัติการกับตัวหนอนของ Monarch ได้มีการวางแผนที่จะแสดงให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสภาวะที่เลวร้ายที่คิดได้ สภาวะ ที่เลวร้ายเช่นว่านี้อาจจะเหมือนกับการทดสอบการชนของรถยนต์ ซึ่งไม่ได้มีความตั้งใจว่าจะให้เป็นกฎที่รถยนต์ควรที่จะชนกัน เพียงแต่ต้องการ ที่จะรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น
แม้ว่าตัวหนอนของ Monarch จะไม่เลือกที่จะกินเกสรข้าวโพดในป่าอย่างปกติ ในการทดลองหนอนเหล่านั้นได้รับการกระตุ้นให้กินเกสรใน ระดับสูงจากข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมที่มีสารพิษบีที ไม่น่าแปลกใจที่หนอนบางตัวตาย แต่ขอให้ระลึกไว้ว่า การเกษตรในปัจจุบันใช้สารเคมีกำจัด แมลงศัตรู ซึ่งฆ่าตัวหนอนและแมลงอื่นๆ โดยทันทีไม่ได้คำนึงว่าแมลงเหล่านั้นเป็นศัตรูหรือไม่
ข้อควรระวังจากนักวิทยาศาสตร์
Dr. John E. Losey (นักวิทยาศาสตร์ผู้นำในการศึกษา Monarch) กล่าวว่า การศึกษาของเราทำในห้องปฎิบัติการ และขณะที่การศึกษานี้ได้ยก ประเด็นที่สำคัญ จะเป็นการไม่เหมาะสมที่จะสรุปผลใดๆ เกี่ยวกับความเสี่ยงที่มีต่อ ประชากร Monarch ในแปลงที่มีฐานมาจากผลการทดลอง เบื้องต้นแต่เพียงอย่างเดียว
ดังนั้นคำถามต่อมาก็คือว่า แม้ว่าตัวหนอนจะไม่เลือกที่จะกินเกสรข้าวโพด ตัวหนอนของ Monarch จะได้รับสารพิษบีทีในระดับที่เป็นอันตราย ถึงตายในแปลงซึ่งลมและฝนสามารถทำให้เกสรกระจายได้หรือไม่ การทดลองแสดงให้เห็นว่า ต้นพืชที่อยู่ห่างจากแปลงข้าวโพดบีทีเพียง 1 เมตร ก็ไม่มีเกสรข้าวโพดมาปกคลุมมากเพียงพอที่จะฆ่าตัวหนอน ดังนั้น ตัวหนอนของ Monarch ก็น่าจะไม่มีโอกาสได้รับสารพิษบีทีในระดับ ที่เป็นภัยต่อชีวิต แม้ว่าการศึกษานี้และการศึกษาที่คล้ายคลึงกันนี้ ได้รับการเสนอในการประชุม Monarch Butterfly Research Symposium ใน เดือนพฤศจิกายน 1999 แต่ก็ได้รับความสนใจเพียงเล็กน้อย
ในปี 1998 ปริมาณของการปลูกข้าวโพดบีทีในอเมริกาเหนือ มีประมาณ 20% และเพิ่มขึ้นถึง 30% ในปี 1999 ในช่วงเวลานี้ ผีเสื้อ Monarch ก็ยังคงมีความเป็นอยู่ที่ดี และยังเพิ่มปริมาณมากขึ้นอีก Jeffrey Glassberg ประธานของ North America Butterfly Association กล่าวว่า การระมัด ระวังจะต้องมีเมื่อมีการนำสิ่งแปลกใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศ แต่เขาก็กล่าวด้วยว่า เขาคิดว่า อันตรายเกิดจากการพูดที่เกินจริง ผมคิดว่ามีภัยคุกคามที่ร้าย กาจอยู่มากกว่าที่ข้าวโพดบีทีจะมีต่อ Monarch เขากล่าว ในตะวันตกตอนกลาง การตัดหญ้าข้างถนนและการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชอาจจะทำ อันตรายได้มากกว่าจริงๆ
ข่าวสารเพิ่มเติมดูได้จาก
Losey, J E et al. (1999) Nature 399, 214
Hodgson J (1999) Nature Biotechnology 17, 627
http://ads.canoe.ca/CNEWSScience9910/13_monarch.html

พืชดัดแปลงพันธุกรรมจะมีผลกระทบต่อความหลากหลายในชนบทหรือไม่
พืชดัดแปลงพันธุกรรมบางชนิดมีศักยภาพที่จะเพิ่มความหลากหลาย โดยการนำไปสู่การปฎิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับ วิธีทำการเกษตรแบบปกติ ตัวอย่างเช่น
ในสหรัฐอเมริกา ฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรมใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูน้อยกว่าฝ้ายที่ไม่ได้ดัดแปลงพันธุกรรมถึง 85% ซึ่งมลพิษในแม่น้ำที่มาจาก สารเคมีกำจัดแมลงศัตรู ผลตกค้างในดินและผลกระทบที่ไม่เป็นอันตรายต่อแมลงจะลดลง 85% เช่นกัน
ในอังกฤษ ผลจากแปลงทดลอง sugar beet ดัดแปลงพันธุกรรม แสดงให้เห็นว่า สามารถลดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชทั้งหมดลงประมาณ 30% เป็นผลมาจากวัชพืชจะมีอายุที่ยาวขึ้นก่อนที่จะทำการควบคุม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับความหลากหลาย เพราะวัชพืชเป็นแหล่งอาหารของแมลงและ นก
พืชดัดแปลงพันธุกรรมสามารถทำให้เกษตรกรในส่วนต่างๆ ของโลกได้ปลูกพืชที่มีคุณภาพสูง มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และเปิดโอกาส ให้มีการกระตุ้นสิ่งมีชีวิตในป่ามากขึ้น
ข่าวสารเพิ่มเติมดูได้จาก
Dewar, A M (2000) Pest Management Science 56 (4), 345

พืชดัดแปลงพันธุกรรมในอังกฤษจะมีผลอะไรบ้างต่อพืชข้างเคียง
ประชาชนได้รับการเตือนเกี่ยวกับการผสมข้าม ด้วยการอ้างว่า พืชดัดแปลงพันธุกรรมจะผสมข้ามกับพืชชนิดอื่นและพืชป่า เกสรจากพืชดัดแปลง พันธุกรรมอาจจะปลิวมาสัมผัสกับพืชใกล้เคียงและวัชพืช (แต่ไม่สัมผัสกับพืชชนิดอื่นเป็นเพราะมีเขตกันชน) แต่การผสมข้ามที่จะประสบผล สำเร็จ พืชจะต้องมีความสามารถที่จะเข้ากันได้ และออกดอกที่ระยะเวลาเดียวกัน ขอให้คำนึงในใจ พันธุ์ป่าที่ใกล้ชิดที่อยู่ใกล้ที่สุดที่ข้าวโพดดัด แปลงพันธุกรรมสามารถผสมข้ามได้ จะอยู่ห่างถึง 5000 ไมล์ในทวีปอเมริกา ส่วน sugar beet จะเก็บเกี่ยวก่อนที่จะออกดอก และก่อนที่ดอกจะปล่อย เกสร ก่อนที่พืชดัดแปลงพันธุกรรมจะได้รับอนุญาติให้ปลูกในที่โล่งแจ้ง การผสมข้ามจะต้องได้รับการประเมินอย่างระมัดระวัง โดย Government’s Advisory Committee on Releases to the Environment พืชดัดแปลงพันธุกรรมทุกชนิดได้ผ่านการทดสอบเป็นเวลาหลายปี ทั้งในห้องปฎิบัติการและโรง เรือน ไม่ได้เป็นการนำไปปลูกภายนอกทันทีโดยไม่มีการคิดถึงอะไร
สำหรับคาโนลาดัดแปลงพันธุกรรม มีโอกาสเล็กน้อยที่จะผสมข้ามกับคาโนลาพันธุ์อื่นๆ เป็นเพราะเกสรมีน้ำหนักและเหนียวและไปไม่ได้ไกล จากต้นที่ผลิตเกสร งานวิจัยในฝรั่งเศสได้แสดงให้เห็นว่า 97.5% จะตกลงบนดินภายในระยะทาง 1 เมตรจากขอบของแปลงปลูก และ 99.8% ภายในระยะทางที่น้อยกว่า 25 เมตร การแพร่กระจายของเกสรไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การผสมข้าม ถ้าเกสรสามารถหาทางที่จะไปยังต้นคาโนลา ที่อยู่ใกล้เคียงได้ ต้นนั้นจะต้องมีดอกและจะไม่สามารถผสมข้ามได้ถ้าดอกนั้นได้รับการผสมแล้ว คาโนลาเป็นพืชที่ผสมตัวเองเป็นหลัก ซึ่ง หมายถึงเกสรจากดอกเฉพาะดอกหนึ่งจะผสมกับดอกเดียวกันนั้น ดอกที่ยังคงเหลืออยู่จะต้องอาสัยเกสรจากดอกใกล้เคียงหรือต้นใกล้เคียงใน แปลงและหาได้ยากในเกสรจากแปลงอื่นๆ
ในทางทฤษฎีคาโนลาสามารถผสมพันธุ์กับชนิดพันธุ์ที่ใกล้ชิด เช่น charlock หรือ wild radish แต่คาโนลา ชอบที่จะผสมกับคาโนลา และ charlock ชอบที่จะผสมกับ charlock แม้ว่าการผสมข้ามระหว่างคาโนลากับ wild radish จะเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ก็มีโอกาสน้อยที่จะเกิดขึ้น ในความเป็นจริง แม้ว่าการผสมข้ามจะประสบผลสำเร็จก็จะผลิตเมล็ดได้เล็กน้อย และลูกผสมที่ได้จะอ่อนแอและดูเหมือนจะไม่ให้ต้นที่แข็งแรง และสมบูรณ์ ลูกผสมไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไปเช่นที่ผู้รณรงค์ต่อต้านการดัดแปลงพันธุกรรมได้ให้ข้อเสนอแนะ พันธุกรรมไม่ทำงานง่ายๆ เช่นนั้น
พืชปกติในปัจจุบันซึ่งทนทานต่อสารเคมีกำจัดวัชพืช ที่เราได้ปลูกกันมามากกว่า 10 ปี จะมีโอกาสมากที่จะผสมข้ามกับพืชอินทรีย์และพืชป่าใกล้ ชิด แต่พืชเหล่านั้นไม่และไม่ชอบที่จะผสมข้ามและไม่ได้เป็นพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรม
ข่าวสารเพิ่มเติมดูได้จาก
Raybould, A F & Gray, A J (1993) Journal of Applied Ecology 30, 199
Bartsch, D et al. (1999) Molegular Ecology 8 (10) 1733 และ CETIOM/NRA

เราจัดการความเสี่ยงที่สนับสนุนให้เกิดวัชพืชมหัสจรรย์และแมลงศัตรูมหัสจรรย์หรือไม่
ถ้าเกษตรกรใช้พืชทนทานต่อสารกำจัดวัชพืชในแปลงที่ห่างไกล อาจจะมีโอกาสเกิดความเสี่ยงที่จะมีวัชพืชที่ทนทาน แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรได้หมุนเวียนปลูกพืช 2 ชนิด และหมุนเวียนการใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อลดโอกาสเกิดความทนทาน ดังนั้น กับการดัดแปลงพันธุกรรม เกษตรกรก็ยังสามารถปกป้องพืชของเขาแต่ด้วยการใช้สารเคมีที่น้อยลง และไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความทนทาน
แมลงศัตรูสามารถมีความต้านทานต่อ พืชดัดแปลงพันธุกรรม เช่นเดียวกับที่มีจากการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรู สำหรับเหตุผลนี้ เมื่อปลูกพืชดัด แปลงพันธุกรรมที่ต้านทานแมลง จึงมีระเบียบที่เคร่งคัด ตามด้วยการตรวจสอบอย่างบ่อยครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า มีพื้นที่อาศัยที่เป็นพืชไม่ได้ดัด แปลงพันธุกรรมปลูกร่วมอยู่ด้วยเพื่อลดหรือป้องกันการพัฒนาความต้านทาน
ข่าวสารเพิ่มเติมดูได้จาก
Orson, J H & Oldfield, J F (1999) Proceeedings, BCPC Symposium No 72- Gene flow and agriculture-relevance for transgenic crops, 247-252

มนุษย์ที่รับประทานอาหารที่ได้จากการดัดแปลงทางพันธุกรรมจะมีความเสี่ยงหรือไม่
ก่อนที่อาหารที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรมใดๆ จะได้รับอนุญาตให้ขายได้ในอังกฤษ จะต้องได้รับการทดสอบอย่างเข้มงวดโดยคณะผู้เชี่ยว ชาญที่เป็นอิสระ คณะนี้จะอนุญาตอาหารที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรมก็ต่อเมื่อมีความพอใจที่ว่าอาหารนั้นปลอดภัยเท่าเทียมกับอาหารชนิด เดียวกันที่ไม่ได้มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม เป็นเรื่องที่คล้ายคลึงกับส่วนอื่นๆ ของโลก จึงไม่น่าแปลกใจว่า ในหลายประเทศที่คนเป็นจำนวน ล้านๆ คน ได้รับประทานอาหารที่มาจากการดัดแปลงพันธุกรรมเป็นเวลา 5 ปี หรือมากกว่า และไม่มีรายงานว่ามีผลที่เป็นภัยต่อสุขอนามัย ของมนุษย์
เช่นกัน ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่า อาหารดัดแปลงพันธุกรรมที่ให้กับสัตว์ จะทำอันตรายใดๆ กับสัตว์ หรือจะทำอันตรายต่อมนุษย์ ที่รับประทานสัตว์นั้น

ยังมีต่อ